บทที่ 29 ข้าขอฝากตัวด้วยสักระยะ
สองพี่น้องมองหน้ากันอย่างตื่นเต้นราวกับเพิ่งได้รับคำชมจากผู้ยิ่งใหญ่ ฉินหมิงยิ้มกว้าง
“เช่นนั้นท่านก็ต้องหายเร็ว ๆ นะ! พวกข้ายังไม่เคยมีสหายรูปงามเช่นนี้มาก่อนเลย”
ฉินเหยียนรีบศอกใส่น้องชายเบา ๆ “พูดอะไรของเจ้า”
กระนั้นมุมปากของเยี่ยเสวียนกลับยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มจางบาง ที่แม้เพียงเสี้ยวเดียว ก็ทำให้ใบหน้าซีดเซียวของเขาดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง
“พวกเจ้าถอยออกไปหน่อยได้หรือไม่” เยี่ยเสวียนเอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงไม่ได้แข็งกระด้าง แต่แฝงความหนักแน่น
เด็กสองคนก้มหน้ามองเขาใกล้เกินไปจนเงาทาบทับร่าง ทำให้เขาขยับกายไม่สะดวก อีกทั้งกลิ่นดินและกลิ่นเหงื่อจาง ๆ ของเด็กชายก็ลอยมาแตะจมูกเขาอย่างชัดเจน
ฉินหมิงกับฉินเหยียนรีบขยับถอยทันที ราวกับเกรงว่าจะทำให้ผู้บาดเจ็บไม่พอใจ
เยี่ยเสวียนค่อย ๆ ยันฝ่ามือลงกับพื้น ประคองกายลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า ทุกการเคลื่อนไหวดึงรั้งบาดแผลจนเจ็บแปลบ เส้นลมปราณภายในยังสับสนวุ่นวาย คล้ายพลังเดิมถูกกระแทกจนแตกกระจายเหลือเพียงเศษเสี้ยว
เขากัดฟันแน่น ฝืนกลืนเสียงครางลงลำคอ ไม่ให้เด็กสองคนสังเกตเห็นความอ่อนแอ
เมื่อทรงตัวได้แล้ว จึงเงยหน้ามองพวกเขา ดวงตาคมเข้มกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง
“พวกเจ้าพบข้าได้อย่างไร” เขาเอ่ยถาม พลางมองสองพี่น้องตรงหน้าอย่างพิจารณา
ฉินเหยียนเป็นฝ่ายตอบก่อน “พวกเราได้ยินเสียงดังมาจากภูเขาลูกโน้น ข้ากับน้องชายไปเก็บผักป่าแถวนั้นพอดี”
ฉินหมิงพยักหน้าหงึกหงัก เสริมอย่างตื่นเต้น “พอเข้าไปดู ก็เห็นท่านนอนสลบอยู่ตรงนั้น มีหินกระจายเต็มไปหมด จึงช่วยกันลากท่านลงเขามา”
เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเพ่งมองอาภรณ์ของเยี่ยเสวียน
“แถวนั้นเป็นอาณาเขตของสำนักเซียน” เด็กน้อยเอ่ยเสียงเบาลงแต่แววตากลับเป็นประกาย “ท่านเป็นเซียนใช่หรือไม่”
คำถามนั้นตรงไปตรงมาเสียจนฉินเหยียนหันมองน้องชายทันที ราวกับกลัวจะเสียมารยาท
เยี่ยเสวียนก้มมองอาภรณ์ตนเองชั่วครู่ เสื้อผ้าฉีกขาด เปื้อนเลือด แต่ลวดลายยังบ่งบอกฐานะเดิมได้ชัดเจน
เขาเงียบไปเล็กน้อยก่อนตอบ “ข้าเคยอยู่ในสำนักนั้นมาก่อน”
ไม่ได้ยืนยัน ไม่ได้ปฏิเสธ
ฉินหมิงทำตาโต “เช่นนั้นท่านต้องเก่งมากแน่!”
เยี่ยเสวียนเพียงมองเด็กทั้งสองนิ่ง ๆ สีหน้าสงบ แต่แววตายังมีความมึนงงหลงเหลืออยู่
บรรยากาศในกระท่อมร้างเงียบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมพัดลอดผนังไม้เก่าดังครืดคราด แสงอาทิตย์ยามเย็นค่อย ๆ เอียงต่ำ ส่องผ่านช่องไม้เป็นริ้วบางบนพื้นดินแข็ง
ฉินเหยียนกระแอมเบา ๆ คล้ายจะเรียกความกล้า “ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้ใด อย่างน้อยตอนนี้ท่านก็ปลอดภัยแล้ว”
ฉินหมิงยิ้มกว้างจนดวงตาโค้ง “ใช่! เดี๋ยวข้ากับพี่ชายจะไปนำเสื้อของท่านพ่อมาให้ท่านเปลี่ยน เสื้อของท่านขาดหมดแล้ว จากนั้นจะพาท่านกลับไปกินมื้อค่ำที่บ้าน”
เขาพูดราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลก น้ำเสียงไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
เยี่ยเสวียนก้มมองอาภรณ์ตนเองอีกครั้ง ชายเสื้อฉีกขาด คราบเลือดแห้งกรังเกาะแน่น แม้จะไม่ใส่ใจกับรูปลักษณ์นัก แต่ก็รู้ดีว่าในสภาพเช่นนี้ย่อมไม่เหมาะจะเดินผ่านหมู่บ้าน
เขาเงยหน้าขึ้นมองสองพี่น้องนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
เด็กทั้งคู่สวมเสื้อผ้าเรียบง่าย มือหยาบกร้านจากงานในไร่ ดวงตาใสซื่อ ตรงไปตรงมา ไม่มีแววหวาดระแวงหรือหวังสิ่งตอบแทนใด
“รบกวนพวกเจ้าแล้ว” เยี่ยเสวียนเอ่ยเสียงเรียบ แม้ถ้อยคำสั้น แต่หนักแน่นจริงจัง
ฉินเหยียนรีบส่ายหน้า “ไม่รบกวนหรอก ท่านบาดเจ็บอยู่ หากปล่อยไว้ผู้เดียวต่างหากที่น่าห่วง”
ฉินหมิงพยักหน้ารัว ๆ “ใช่แล้ว! ที่บ้านมีโจ๊กเหลืออยู่ เดี๋ยวกลับไปด้วยกันแล้วข้าอุ่นให้ท่านกิน จะได้มีแรง”
คำพูดนั้นทำให้เยี่ยเสวียนชะงักเล็กน้อย
โจ๊กธรรมดาชามหนึ่ง…
ร่างกายของเขาเป็นมาร การจะฟื้นคืนพลัง และอาการบาดเจ็บ ไม่ใช่อาศัยอาหาร หากต้องนั่งสมาธิรวบรวมพลัง หรือไม่ก็สูบพลังจากผู้อื่น จึงจะกลับมามีพลังแข็งแกร่งได้ดังเดิม โจ๊กหนึ่งชามจึงไม่อาจช่วยสิ่งใดในเรื่องพลัง
ทว่าเมื่อคิดถึงคำพูดของเด็กทั้งสอง ที่ตั้งใจจะอุ่นอาหารและพากลับบ้าน ใจของเขากลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด
เขาพยักหน้าอีกครั้งช้า ๆ “เช่นนั้น… ข้าขอฝากตัวด้วยสักระยะ”
ลมยามเย็นพัดเข้ามาอีกครา พาเอากลิ่นดินและหญ้าแห้งลอยผ่านกระท่อมเก่า เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ของสองพี่น้องดังขึ้นเมื่อทั้งคู่รีบออกไปจัดเตรียมสิ่งของ
เยี่ยเสวียนนั่งพิงผนัง หลับตาลงชั่วครู่ ปรับลมหายใจให้ยาวและสม่ำเสมอ ก่อนจะค่อย ๆ ทำสมาธิรวบรวมพลังภายในที่กระจัดกระจาย
